‘อังเกลา แมร์เคิล’ ยอมรับไม่มีอิทธิพลพอที่จะยับยั้ง ‘ปูติน’ สั่งบุกยูเครน

อดีตนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ออกมาแถลงปกป้องนโยบายที่รัฐบาลของเธอมีต่อรัสเซียในช่วงก่อนเกิดสงครามยูเครนเมื่อเดือน ก.พ.

พร้อมยอมรับว่าตัวเธอเอง “ไม่ได้มีอิทธิพลมากพอ” ที่จะเกลี้ยกล่อมประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ได้ แมร์เคิล ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Spiegel ว่าเธอเคยพยายามผลักดันให้มีการประชุมหารือระหว่างผู้นำรัสเซียกับชาติยุโรปนำโดยประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสเมื่อฤดูร้อนปี 2021

“แต่ดิฉันไม่มีอำนาจพอที่จะทำได้” เธอบอก “ตอนนั้นทุกคนต่างก็รู้ดีว่า พอถึงฤดูใบไม้ร่วง ดิฉันก็จะพ้นตำแหน่งแล้ว”

แมร์เคิล อำลาตำแหน่งนายกฯ เยอรมนีอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากที่กุมบังเหียนรัฐบาลเบอร์ลินมานานถึง 16 ปีเต็ม เธอได้ไปเยือนมอสโกครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน ส.ค. ปี 2021 และให้สัมภาษณ์กับสื่อเยอรมันในตอนนั้นว่า “ความรู้สึกมันชัดเจนว่า ในแง่อำนาจทางการเมือง คุณจบแล้ว”

“สำหรับ ปูติน อำนาจเท่านั้นที่สำคัญ”

แมร์เคิล ยังเล่าด้วยว่า ในการพบกันครั้งสุดท้าย ปูติน ได้สั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เซียร์เก ลาฟรอฟ เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งที่โดยปกติแล้วเขาและเธอจะเปิดเจรจากันแบบตัวต่อตัวเท่านั้น

ในช่วงที่รัสเซียเริ่มเสริมกำลังทหารประชิดชายแดนยูเครน จนกระทั่งนำมาสู่ปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 ก.พ. นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า แมร์เคิล และผู้นำอียูควรที่จะใช้แนวทางที่ “แข็งกร้าว” มากกว่านี้กับเครมลิน

โรเดริช คีเซอเวตเตอร์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) เป็นคนหนึ่งที่ชี้ว่า แมร์เคิล รู้ดีว่า ปูติน พยายามแบ่งแยกและทำให้ยุโรปอ่อนแอลง แต่เธอก็ยังเชื่อว่าการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์” เป็นแนวทางที่เหมาะสม อีกทั้งตอนนั้นเยอรมนีก็ยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นอย่างมากด้วย

แมร์เคิล ให้สัมภาษณ์กับ Spiegel ว่า จุดยืนที่เธอมีต่อยูเครนในการเจรจาสันติภาพกรุงมินสก์มีส่วนช่วย “ซื้อเวลา” ให้เคียฟได้เสริมเขี้ยวเล็บเพื่อป้องกันตนเองจากกองทัพรัสเซียได้ดีขึ้น และเธอเอง “ไม่เสียใจ” ที่อำลาตำแหน่งนายกฯ เมื่อเดือน ธ.ค. เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลของเธอไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขทั้งวิกฤตในยูเครน มอลโดวา จอร์เจีย ซีเรีย และลิเบีย ซึ่งล้วนแต่มีรัสเซียเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

แมร์เคิล และ ปูติน มีความสนิทชิดเชื้อกันพอสมควร เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีตะวันออก โดย แมร์เคิล เกิดและโตที่นั่น ส่วน ปูติน ก็ทำงานเป็นสายลับให้หน่วยสืบราชการลับ KGB ของสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้เขาสามารถพูดภาษาเยอรมันได้ดี ในขณะที่ แมร์เคิล เองก็สื่อสารภาษารัสเซียได้